ไม่มีอีเมลหรือหมายเลขโทรศัพท์เดิมแล้ว: จะเข้าสู่ระบบได้อย่างไร
หากอีเมลที่ผูกกับบัญชีถูกปิดไปแล้ว หรือหมายเลขโทรศัพท์ตกเป็นของคนอื่น การรีเซ็ตรหัสผ่านด้วยรหัสยืนยันตามปกติจะใช้ไม่ได้ แต่บัญชียังไม่ได้หายไปไหน Facebook ยังมีวิธีอื่นในการตรวจสอบว่าผู้ขอเป็นเจ้าของบัญชีจริง
ในบทความนี้
เมื่อบัญชียังเข้าสู่ระบบอยู่บนอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่ง
นี่คือกรณีที่ง่ายที่สุด เพราะเปลี่ยนช่องทางติดต่อได้ในแอปหรือเบราว์เซอร์ที่เข้าสู่ระบบอยู่ โดยไม่ต้องใช้รหัสยืนยัน
- เปิดเมนู แล้วเลือก “การตั้งค่าและความเป็นส่วนตัว” และ “การตั้งค่า”
- เลือก “ศูนย์บัญชี” จากนั้น “รายละเอียดส่วนตัว” และ “ข้อมูลติดต่อ”
- เพิ่มอีเมลหรือหมายเลขโทรศัพท์ใหม่ แล้วยืนยันด้วยรหัสที่ได้รับ ควรลบช่องทางติดต่อเก่าที่ใช้ไม่ได้แล้วออก
- หากจำรหัสผ่านไม่ได้ ตั้งแต่นี้ไปสามารถขอรีเซ็ตรหัสผ่านไปยังช่องทางติดต่อใหม่ได้แล้ว
ควรลองกู้ช่องทางติดต่อเดิมคืนก่อน
- ซิมการ์ดหายหรือเสีย: หากหมายเลขยังเป็นของเจ้าของบัญชีอยู่ ผู้ให้บริการมือถือจะออกซิมใหม่ให้โดยใช้หมายเลขเดิม ซึ่งมักเป็นวิธีที่เร็วที่สุด
- ลืมรหัสผ่านอีเมล: ผู้ให้บริการอีเมล (เช่น Gmail, Outlook) มีระบบกู้คืนบัญชีของตัวเอง หากกล่องจดหมายเพียงแค่เข้าไม่ได้ แต่ยังไม่ถูกปิด ควรเริ่มจากวิธีนี้
- ช่องทางติดต่อเก่าหรือสำรอง: หลายบัญชีผูกอีเมลหรือหมายเลขโทรศัพท์ไว้มากกว่าหนึ่งรายการ ควรลองทุกรายการในหน้าค้นหาบัญชี รวมทั้งชื่อผู้ใช้ด้วย
การกู้คืนเมื่อช่องทางติดต่อทั้งหมดใช้ไม่ได้
ในกรณีนี้ Facebook จะใช้วิธีอื่นตรวจสอบว่าผู้ขอเป็นเจ้าของบัญชี ตัวเลือกนี้ไม่ได้แสดงในทุกบัญชี หากไม่พบ ควรลองใหม่ภายหลังจากอุปกรณ์ที่ใช้เป็นประจำ
- ในเบราว์เซอร์ที่ออกจากระบบแล้ว ให้เปิดหน้า facebook.com/login/identify โดยควรใช้อุปกรณ์ที่เคยใช้มาก่อนและอินเทอร์เน็ตที่บ้าน
- พิมพ์อีเมลเก่า หมายเลขโทรศัพท์เก่า หรือชื่อผู้ใช้รายการใดก็ได้ แล้วเลือกบัญชี
- ใต้ตัวเลือกการส่งรหัส ให้เลือกลิงก์ “ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้แล้วใช่หรือไม่”
- กรอกอีเมลหรือหมายเลขโทรศัพท์ใหม่ที่ใช้งานได้ Facebook จะส่งขั้นตอนถัดไปและผลการพิจารณามาที่ช่องทางนี้
- ทำการยืนยันตัวตนตามที่ระบบขอ การพิจารณาอาจใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่นาทีไปจนถึงหลายวัน
Facebook ยืนยันตัวตนอย่างไร
- อุปกรณ์และสถานที่ที่ใช้เป็นประจำ: Meta จดจำอุปกรณ์และสถานที่ที่ใช้งานเป็นประจำได้ และในกรณีนี้จะขอการตรวจสอบน้อยลง
- วิดีโอเซลฟี: วิดีโอสั้น ๆ ของใบหน้า โดยหันศีรษะไปในทิศทางต่าง ๆ Facebook จะนำไปเปรียบเทียบกับรูปโปรไฟล์ จึงใช้ได้เฉพาะเมื่อโปรไฟล์มีรูปที่เห็นใบหน้าชัดเจน ตามที่ Meta แจ้งไว้ ข้อมูลใบหน้าที่ใช้เปรียบเทียบจะถูกลบหลังจากนั้น
- เอกสารยืนยันตัวตน: รูปถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง หรือใบขับขี่ ชื่อในเอกสารต้องตรงกับชื่อในโปรไฟล์ ให้อัปโหลดเอกสารผ่านระบบของ Facebook เท่านั้น ห้ามส่งทางอีเมลหรือ Messenger เด็ดขาด
เพื่อนช่วยได้ไหม
ฟีเจอร์ “ผู้ติดต่อที่ไว้วางใจ” ซึ่งเคยให้เพื่อน 3–5 คนรับรหัสเพื่อช่วยกู้คืนบัญชีได้ ถูกยกเลิกไปแล้ว ปัจจุบันเพื่อนไม่สามารถขอรหัสเข้าสู่ระบบแทนผู้อื่นได้ แต่สามารถช่วยแจ้งเมื่อมีข้อความน่าสงสัยส่งมาจากบัญชี และรายงานโปรไฟล์นั้นได้ หากมีคนขอรหัสผ่าน Messenger โดยอ้างชื่อเพื่อน นั่นคือการหลอกลวง
ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
- ควรเพิ่มช่องทางติดต่ออย่างน้อยสองช่องทาง คืออีเมลหนึ่งรายการและหมายเลขโทรศัพท์หนึ่งรายการ
- เมื่อเปลี่ยนหมายเลขหรือเปลี่ยนอีเมล ต้องอัปเดตช่องทางติดต่อในศูนย์บัญชีทันที
- บันทึกรหัสกู้คืนของการยืนยันตัวตนแบบสองชั้นไว้ในที่ปลอดภัย
หากไม่สำเร็จ
การยืนยันตัวตนถูกปฏิเสธ ควรทำอย่างไร
ควรลองใหม่ในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ และใช้อุปกรณ์ที่ใช้เป็นประจำ หากโปรไฟล์ไม่มีรูปที่เห็นใบหน้า การใช้เอกสารยืนยันตัวตนจะมีโอกาสสำเร็จมากกว่าวิดีโอเซลฟี
มิจฉาชีพเปลี่ยนอีเมลของบัญชีไปแล้ว
นี่คือการแฮกบัญชี ในกรณีนี้ Facebook จะส่งอีเมลไปยังที่อยู่เดิม ซึ่งใช้ยกเลิกการเปลี่ยนแปลงได้ หากวิธีนี้ไม่ได้ผล ให้เริ่มที่หน้า facebook.com/hacked อ่านรายละเอียดได้ที่ บัญชี Facebook ถูกแฮก
มีคนเสนอกู้บัญชีให้โดยคิดเงิน
แทบทุกกรณีเป็นการหลอกลวง การกู้คืนบัญชี Facebook ไม่มีค่าใช้จ่าย และทำได้ผ่านเว็บไซต์ของ Facebook เท่านั้น
ไม่ได้รับรหัสที่ช่องทางติดต่อใหม่
ควรตรวจสอบโฟลเดอร์จดหมายขยะ และไม่ขอรหัสติดกันหลายครั้งเกินไป: ไม่ได้รับรหัสยืนยันจาก Facebook